ประกัยภัยรถยนต์
ประกันภัยการเดินทาง
ประกันภัยอัคคีภัย
ประกันภัยอุบัติเหตุ
ประกันสุขภาพ
ประกันภัยธุรกิจ
ประกันภัยทางทะเล
dot

dot


Instagram


สาระสำคัญการประกันภัยรถภาคบังคับ

การประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เรียกกันว่า “ประกันภัย พ.ร.บ.” มีสาระสำคัญของกฎหมายสรุปได้ ดังนี้

เหตุผลในการประกาศใช้กฎหมาย 
                การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัยอย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะเหตุ ประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที กรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่า ปลงศพ กรณีเสียชีวิต
  2. เป็นหลักประกันให้โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลในการ รักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ
  3. เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเพราะเหตุประสบภัยจากรถ
  4. ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อยแก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

ประเภทรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
                รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก  กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร เป็นรถที่เจ้าของมีไว้ใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ 
                ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ด้วย 
                
ประเภทรถที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.

  1. รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์  พระราชินี พระรัชทายาท และรถสำหรับผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์
  2. รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวัง กำหนด
  3. รถของกระทรวง ทบวงกรม  เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และส่วนราชการท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่นและรถยนต์ทหารตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
  4. รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระขององค์กรใดๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. 
ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่  เจ้าของรถ ผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถและผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีประกันภัย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. 
ผู้ประสบภัย หมายถึง ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

ผู้มีหน้าที่รับประกันตาม พ.ร.บ. 
ผู้มีหน้าที่ต้องรับประกันภัย คือ บริษัทประกันวินาศภัยที่รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยรถ ประชาชนสามารถทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้ที่บริษัทประกันภัยข้างต้น รวมถึงสาขาของบริษัทนั้นๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่รับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์ มีสาขาให้บริการทุกจังหวัดทั่วประเทศ บริษัทใดฝ่าฝืนไม่รับประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนห้าหมื่นบาท

อัตราเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. 
กำหนดเป็นอัตราเบี้ยคงที่อัตราเดียว แยกตามประเภทรถ และลักษณะการใช้รถ บริษัทไม่สามารถคิดเบี้ยประกันภัยต่างจากที่นายทะเบียนกำหนด ดังนี้

 

อัตราเบี้ยประกันภัยคงที่ ไม่รวมภาษีอากร 
สำหรับการประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535

 

1.รถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์


ลำดับ

ประเภทรถและขนาดเครื่องยนต์

การใช้รถยนต์

รหัส

ส่วนบุคคล 
(บาท/ปี)

รหัส

รับจ้าง/ให้เช่า/สาธารณะ 
(บาท/ปี)

 

 

 

 

1.

รถจักรยานยนต์

1.30

 

2.30  3.30

 

 

1.1 ไม่เกิน 75 ซี.ซี.

 

150

 

150

 

1.2  เกิน 75 ซี.ซี.ไม่เกิน 125 ซี.ซี.

 

300

 

350

 

1.3 เกิน 125 ซี.ซี. ไม่เกิน 150 ซี.ซี.

 

400

 

400

 

1.4 เกิน 150 ซี.ซี.

 

600

 

600

2.

รถสามล้อเครื่อง

1.70

 

2.70  3.70

 

 

2.1 ในเขต กทม.

 

720

 

1,440

 

2.2 นอกเขต กทม.

 

400

 

400

3.

รถสกายแลป

1.71

400

2.71  3.71

400

4.

รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน

1.10

600

2.10  3.10

1,900

5.

รถยนต์โดยสารเกิน 7 คน ขนาดที่นั่ง

1.20

 

2.20  3.20

 

 

5.1 ไม่เกิน 15 ที่นั่ง

 

1,100

 

2,320

 

5.2 เกิน 15 ที่นั่ง ไม่เกิน 20 ที่นั่ง

 

2,050

 

3,480

 

5.3 เกิน 20 ที่นั่ง ไม่เกิน 40 ที่นั่ง

 

3,200

 

6,660

 

5.4 เกิน 40 ที่นั่ง

 

3,740

 

7,520

 

รถยนต์โดยสารหมวด 4

 

 

 

 

 

(วิ่งระหว่างอำเภอกับอำเภอในจังหวัด)

 

 

 

 

 

5.5 ไม่เกิน 15 ที่นั่ง

 

-

 

1,580

 

5.6 เกิน 15 ที่นั่ง ไม่เกิน 20 ที่นั่ง

 

-

 

2,260

 

5.7 เกิน 20 ที่นั่ง ไม่เกิน 40 ที่นั่ง

 

-

 

3,810

 

5.8 เกิน 40 ที่นั่ง

 

-

 

4,630

6.

รถยนต์บรรทุก

1.40

 

2.40  3.40

 

 

6.1 น้ำหนัก ไม่เกิน 3 ตัน

 

900

 

1,760

 

6.2 น้ำหนัก เกิน 3 ตัน ไม่เกิน 6 ตัน

 

1,220

 

1,830

 

6.3 น้ำหนัก เกิน 6 ตัน ไม่เกิน 12 ตัน

 

1,310

 

1,980

 

6.4 น้ำหนัก เกิน 12 ตัน

 

1,700

 

2,530

7.

รถยนต์บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส หรือกรด

1.42

 

2.42  3.42

 

 

ขนานน้ำหนักรวม

 

 

 

 

 

7.1 ไม่เกิน 12 ตัน

 

1,680

 

1,980

 

7.2 เกิน 12 ตัน

 

2,320

 

3,060

8.

หัวรถลากจูง

1.50

2,370

2.50  3.50

3,160

9.

รถพ่วง

1.60

600

2.60  3.60

  600

10.

รถยนต์ป้ายแดง(การค้ารถยนต์)

4.01

 

1,530

 

11.

รถยนต์ที่ใช้ในการเกษตร

4.06

 

     90

 

12.

รถยนต์ประเภทอื่นๆ

4.07

 

   770

 

 

2.รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า


ลำดับ

ประเภทรถและขนาดเครื่องยนต์

การใช้รถยนต์

รหัส

ส่วนบุคคล 
(บาท/ปี)

รหัส

รับจ้าง/ให้เช่า/สาธารณะ 
(บาท/ปี)

 

 

 

 

1.

รถจักรยานยนต์

1.30E

300

2.30E  3.30E

350

2.

รถสามล้อ

1.70E

500

2.70E  3.70E

1,440

3.

รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน

1.10E

600

2.10E  3.20E

1,900

หมายเหตุ : 1. รถที่จดทะเบียนในต่างประเทศและนำเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว อัตราเบี้ยประกันภัยให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยระยะสั้นหรือไม่เต็มปีตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ พ.ศ. 2548

2. ให้นำอัตราเบี้ยประกันภัยรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลแยกตาม ซี. ซี. มาใช้กับรถจักรยานยนต์สามล้อดัดแปลงสำหรับคนพิการโดยอนุโลม

ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ. 
ค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บและเป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอค่าเสียหายดังกล่าวเรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้

  1. กรณีบาดเจ็บ จะได้รักการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ต่อหนึ่งคน
  2. กรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อร่างกาย (ทุพพลภาพ) อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้บริษัท จะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน 
    1. ตาบอด
    2. หูหนวก
    3. เป็นใบ้หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
    4. สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
    5. เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว
    6. เสียอวัยวะอื่นใด
    7. จิตพิการอย่างติดตัว
    8. ทุพพลภาพอย่างถาวร

    3. กรณีบาดเจ็บจะได้รับการชดใช้ค่ารักษาพยาบาลตาม ข้อ 1. และต่อมาทุพพลภาพตาม ข้อ 2. รวมกันแล้วจะไม่เกิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน
    4. กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการ จัดการศพ จำนวน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน 
    5. กรณีเสียชีวิต ภายหลังการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับ

การรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ตามข้อ 1 รวมกันไม่เกิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน  

 

ค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหาย 
กรณีรถตั้งแต่ 2 คันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหาย(เฉี่ยวชนกัน) เป็นเหตุให้ผู้ซึ่งอยู่ในรถไม่ว่าจะ 
เป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารก็ตาม หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่บริษัทรับประกันภัยไว้ แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้อยู่ในรถคันใดคันหนึ่ง  ให้บริษัทร่วมกันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยโดยเฉลี่ยจ่ายในอัตราส่วนที่เท่ากัน


การใช้สิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น 

ผู้ประสบภัยต้องร้องขอค่าเสียหายเบื้องต้น กับบริษัทภายใน 180 วัน นับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น โดยใช้หลักฐาน ดังนี้

  1. กรณีบาดเจ็บ
    - ใบเสร็จรับเงินจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล หรือหลักฐานการแจ้งหนี้เกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล 
    - สำเนาบัตรประจำตัว หรือสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือสำเนาหนังสือ เดินทางหรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ที่มีชื่อในหลักฐานนั้นเป็นผู้ประสบภัย 
    - ในกรณีผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บต่อมาทุพพลภาพ นอกจากต้องยื่นหลักฐานตาม ข้อ 1.1 และ 1.2 แล้ว  ให้ยื่นใบรับรองแพทย์หรือความเห็นแพทย์ หรือหลักฐานอื่นใดที่ระบุว่าเป็นผู้ประสบภัยซึ่งทุพพลภาพ พร้อมทั้งสำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนหรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ เพิ่มเติมด้ว
  2. กรณีเสียชีวิต 
    - สำเนามรณบัตร 
    - สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน 
    - สำเนาบัตรประจำตัว หรือสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ที่มีชื่อในหลักฐานนั้นเป็นผู้ประสบภัย 

 ค่าสินไหมทดแทน(ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น)
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของ 
ผู้ประสบภัยในนามผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัย เนื่องจากรถที่ใช้หรืออยู่ในทาง หรือเนื่องจากสิ่งที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถนั้น ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้

1. ในกรณีที่ผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงกับสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายอย่างอื่น ที่ผู้ประสบภัยสามารถเรียกร้องได้ตามมูลละเมิดตามความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน

2. กรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยในกรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณี ดังต่อไปนี้ บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน

    1. ตาบอด
    2. หูหนวก
    3. เป็นใบ้หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
    4. สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
    5. เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว
    6. เสียอวัยวะอื่นใด
    7. จิตพิการอย่างติดตัว
    8. ทุพพลภาพอย่างถาวร

3. กรณีเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน 
4 .ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ใน บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยรายวัน วันละ 200 บาท จำนวนรวมกันไม่เกิน 20 วัน เป็นค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากความคุ้มครองที่กล่าวมาแล้วนั้น

การสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน ค่าชดเชยรายวัน และค่าปลงศพ 
ในกรณีรถที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทประสบอุบัติเหตุชนกับรถอื่น ซึ่งมีการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัทจะสำรองจ่าย ให้แก่ผู้ประสบภัย ซึ่งโดยสารมาในรถ หรือกำลังขึ้นหรือกำลังลงจากรถที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จรับเงิน ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับกรณีได้รับบาดเจ็บ
  2. ค่าทดแทน หรือค่าปลงศพ เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร
  3. ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนหรือค่าปลงศพ รวมกันไม่เกิน 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน

สำหรับ ผู้ประสบภัยที่เป็นบุคคลภายนอกรถ บริษัทและผู้รับประกันภัยอื่นจะร่วมกันสำรองจ่ายค่า 
รักษาพยาบาล ค่าทดแทนหรือค่าปลงศพ โดยเฉลี่ยฝ่ายละเท่าๆ กัน

ฝ่ายสำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ




ประกันภัยน่ารู้

เลือกซื้อบ้านอย่างไรไม่ให้ผิดหวัง
ภัยจากป้ายโฆษณาหล่นทับ ใครรับผิดชอบ
ทำอย่างไรเมื่อคู่กรณีหลบหนี
เบี้ยประกันภัยแพงเกินไป ทำอย่างไร ซื้อประกันภัยรถยนต์ให้ถูกลง
ประเภทรถที่ต้องทำและไม่ต้องทำ พรบ.
การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
เบี้ยประกันชีวิต เพื่อหักลดหย่อนภาษี
ทำประกันอย่างไร.. ได้ประโยชน์สูงสุด?
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1และ2 ,3 มีความแตกต่างกันอย่างไร